Coronavirus disease (COVID-19) questions and answers for Health Workers

ข้อมูลภาษาไทยปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วันที่ 18 มีนาคม 2563 

**เอกสารนี้ประกอบไปด้วยคําแนะนําฉบับเร่งด่วน ทั้งนี้หากมีข้อมูลเพิ่มเติม เอกสารนี้จะมีการปรับปรุงในภายหลัง **

หากต้องการข้อมูลล่าสุดซึ่งเป็นภาษาอังกฤษสามารถดูได้ที่นี่

 

เชื้อ COVID-19 สามารถอยู่บนพื้นผิวที่แห้งได้นานเท่าไร

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับความคงทนของเชื้อ COVID-19 บนพื้นผิวแห้ง แต่ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการที่ศึกษาเชื้อ SARS-CoV และเชื้อ MERS-CoV พบว่าความคงทนของเชื้อในสภาพแวดล้อมนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งนี้รวมถึงอุณหภูมิสัมพัทธ์ ปริมาณความชื้น และชนิดของพื้นผิวต่างๆ  ขณะนี้องค์การอนามัยโลกกำลังติดตามหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธ์ใหม่ (nCoV) อย่างต่อเนื่อง และจะปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันให้เร็วที่สุดเมื่อมีหลักฐานมากพอ

 

ไม่จำเป็น คำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในขณะนี้ไม่ได้ระบุถึงการส่งต่อผู้ป่วยสงสัยหรือยืนยันการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน COVID-19 ให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเฉพาะทางเท่านั้น

อย่างไรก็ตามในแต่ละประเทศหรือท้องถิ่นสามารถเลือกที่จะให้การดูแลผู้ป่วยสงสัยหรือยืนยันติดเชื้อ COVID-19 ในโรงพยาบาลเฉพาะทางดังกล่าวได้ ถ้าเห็นว่าจะสามารถให้การรักษาผู้ป่วยสงสัยหรือยืนยันติดเชื้อ COVID-19 ได้อย่างปลอดภัยกว่า หรือด้วยเหตุผลอื่นในทางคลินิก (เช่น มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตขั้นสูง) อย่างไรก็ดี สถานพยาบาลทุกแห่งที่ดูแลผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อ COVID-19  ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก เพื่อปกป้องผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้มาเยี่ยม สำหรับแนวทางในการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในระหว่างการให้การดูแลผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อ COVID-19  สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ guidance on infection prevention and control during health care when novel coronavirus (COVID-19) infection is suspected.

 

เหตุใดองค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อ COVID-19 ใช้มาตรการป้องกันการสัมผัสละอองฝอยขนาดใหญ่ (Droplet) แทนที่จะใช้หลักปฏิบัติประจำเพื่อระวังการสัมผัสละอองลอยที่มีอนุภาคเล็ก (Airborne)

องค์การอนามัยโลกได้พัฒนาแนวทางเร่งด่วนโดยยึดถือตามฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศที่มีการพิจารณาหลักฐานอ้างอิงที่มีอยู่ในปัจจุบันในเรื่องการแพร่กระจายของเชื้อ  COVID-19 หลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าไวรัสแพร่กระจายในรูปแบบละอองฝอยขนาดใหญ่ (Droplet) และการสัมผัสกับพื้นผิวของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีการปนเปื้อน แต่หลักฐานดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเชื้อ COVID-19 สามารถแพร่กระจายโดยผ่านละอองฝอยที่มีอนุภาคขนาดเล็ก (Airborne) การแพร่กระจายโดยผ่านละอองฝอยที่มีอนุภาคขนาดเล็กอาจเกิดขึ้นได้ ตามที่เคยปรากฎในกรณีการติดเชื้อไวรัสจากโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ และในระหว่างการทำหัตถการที่ก่อให้เกิดละอองลอย (เช่น ใส่ท่อช่วยหายใจ การส่องกล้อง) ซึ่งในกรณีเหล่านี้ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เจ้าหน้าใช้มาตรการป้องกันละอองฝอยที่มีอนุภาคเล็ก (Airborne)  ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์สำหรับเชื้อ COVID-19 - healthcare worker protection for COVID-19.

 

จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลด้านระบาดวิทยาที่ระบุว่าการสัมผัสกับสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือยานพาหนะที่นำเข้ามาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค COVID-19 นั้นเป็นแหล่งที่มาของการแพร่เชื้อที่ก่อโรค COVID-19 ในมนุษย์  

ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีคำแนะนำในเรื่องการฆ่าเชื้อโรคในสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค COVID-19 เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นก่อให้เกิดความเสี่ยงทางสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกจะติดตามวิวัฒนาการของโรค COVID-19 ต่อไปอย่างใกล้ชิด และจะนำเสนอคำแนะนำต่างๆ ตามความจำเป็น

 

ทุกคนที่ต้องจัดการกับที่นอน ผ้าเช็ดตัว และเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนเชื้อโรค หรือผ้าติดเชื้อของผู้ป่วยโรค COVID-19 ควรปฏิบัติดังนี้

  • ก่อนที่จะสัมผัสกับผ้าติดเชื้อควรสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสม เช่น ถุงมือแบบหนาพิเศษ หน้ากากอนามัย อุปกรณ์ปกป้องดวงตา (หน้ากากป้องกันใบหน้า/แว่นตานิรภัย) เสื้อคลุมแบบแขนยาว ผ้ากันเปื้อน (หากเสื้อคลุมไม่กันน้ำ) รองเท้าบูท หรือรองเท้าแบบปิด
  • ไม่ควรให้ผ้าติดเชื้อโดนร่างกายเวลาเคลื่อนย้าย นำผ้าติดเชื้อใส่ในภาชนะที่มีป้ายเขียนไว้อย่างชัดเจนและน้ำไม่รั่วซึม (เช่น ถุง และถังสำหรับผ้าติดเชื้อ)
  • หากมีของเสียจากร่างกายที่เป็นของแข็งเปื้อนผ้า เช่น อุจจาระ หรืออาเจียน ให้ขูดออกด้วยความระมัดระวังโดยใช้วัสดุที่แบนและแข็ง และทิ้งไปในชักโครก หรือห้องน้ำ/ห้องส้วมที่ได้เตรียมไว้ ก่อนที่จะใส่ผ้าติดเชื้อในถุงผ้าติดเชื้อ หากห้องน้ำไม่ได้อยู่ในห้องเดียวกันกับห้องผู้ป่วย ให้ใส่ของเสียนั้นในถังที่มีฝาปิดก่อน เพื่อที่จะนำไปทิ้งในห้องน้ำหรือห้องส้วมต่อไป
  • การซักและฆ่าเชื้อโรคผ้าติดเชื้อ: แนะนำให้ใช้เครื่องซักผ้า โดยซักด้วยน้ำอุ่น (60-90 องศาเซลเซียส) และผงซักฟอกสำหรับซักผ้า หากไม่สามารถใช้เครื่องซักผ้าได้ สามารถแช่ผ้าติดเชื้อในน้ำร้อนที่มีสบู่จำนวนมาก ใช้ไม้คนและระวังน้ำกระเซ็น หากไม่มีน้ำร้อน ให้แช่ผ้าในคลอรีน 0.05% ประมาณ 30 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดและตากแดดให้ผ้าให้แห้งสนิท

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติที่ดีเพื่อการทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมที่ติดเชื้อในสถานพยาบาล สามารถดูได้จากเอกสารสองฉบับดังนี้

  1. การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาลที่มีการระบาดและเสี่ยงต่อการระบาดในวงกว้างของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน: https://www.who.int/csr/bioriskreduction/infection_control/publication/en/
  2. แนวปฏิบัติที่ดีเพื่อการทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมที่ติดเชื้อในสถานพยาบาลซึ่งมีทรัพยากรจำกัด: https://www.cdc.gov/hai/pdfs/resource-limited/environmental-cleaning-508.pdf ซึ่งจัดทำโดย CDC และ ICAN โดยร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก

 

บุคลากรทางการแพทย์ ที่ดูแลผู้ป่วยที่สงสัยและยืนยันติดเชื้อ COVID-19 มีความจำเป็นต้องสวมรองเท้าบู๊ท ผ้ากันเปื้อนแบบกันน้ำได้ หรือ สวมชุดคลุมเพื่อป้องกันทั้งตัว เป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (หรือ PPE) เป็นประจำหรือไม่

ไม่มีความจำเป็น จากคำแนะนำล่าสุดขององค์การอนามัยโลก สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ที่ดูแลผู้ป่วยสงสัยหรือยืนยันการติดเชื้อ COVID-19 หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน ได้แนะนำให้ใช้มาตรการป้องกันการสัมผัสและการปนเปื้อนจากละอองฝอย เป็นการเพิ่มเติมจากมาตรการป้องกันมาตรฐานที่บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนควรใช้กับผู้ป่วยทุกรายอยู่แล้ว สำหรับการใช้ PPE นั้น มาตรการป้องกันการสัมผัสและการปนเปื้อนจากละอองฝอย รวมถึงการสวมถุงมือชนิดใช้แล้วทิ้งเพื่อปกป้องส่วนมือ สวมชุดคลุม (กาวน์) แขนยาวที่สะอาด  เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเสื้อผ้า การสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่ปิดคลุมทั้งจมูกและปาก และการสวมเครื่องป้องกันดวงตา (เช่น แว่นป้องกัน และ/หรือแผ่นใสป้องกันใบหน้า) ก่อนเข้าไปในห้องที่มีผู้ป่วยสงสัยหรือห้องผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อ COVID-19 ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน เข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล ทั้งนี้การใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ (เช่น หน้ากาก N95) จำเป็นต้องใช้เฉพาะในการทำหัตถการที่ก่อให้เกิดละอองลอย (AGPs) ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ PPE สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยสงสัยและยืนยัน COVID-19

 

บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องเก็บตัวอย่างในระบบทางเดินหายใจส่วนบน (Nasopharyngeal: NP) และในช่องปาก (Oropharyngeal: OP) ของผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันโรค COVID-19 ควรจะใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment: PPE) อะไรบ้าง

บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องเก็บตัวอย่างในระบบทางเดินหายใจส่วนบน และในช่องปาก จากผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันโรค COVID-19 ควรเป็นผู้ที่ได้รับการอบรมมาแล้วเป็นอย่างดีในเรื่องของขั้นตอนการดำเนินงาน และควรสวมเสื้อคลุมแขนยาวที่สะอาด หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ อุปกรณ์ป้องกันดวงตา (เช่น แว่นตานิรภัย หรือหน้ากากป้องกันใบหน้า) และถุงมือ กระบวนการในการเก็บตัวอย่างนั้นควรทำในห้องที่แยกต่างหาก และในระหว่างที่มีการเก็บตัวอย่างจากระบบทางเดินหายใจส่วนบน บุคลากรทางการแพทย์ควรจะขอให้ผู้ป่วยปิดปากด้วยหน้ากากอนามัยทางการแพทย์หรือกระดาษชำระ ถึงแม้ว่าในระหว่างการเก็บตัวอย่างจากระบบทางเดินหายใจส่วนบน หรือช่องปาก มีโอกาสที่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการไอ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าการไอที่เกิดขึ้นในระหว่างเก็บตัวอย่างจากระบบทางเดินหายใจส่วนบนหรือช่องปากนั้น จะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโรค COVID-19 ผ่านทางฝอยละอองขนาดเล็ก (aerosols)

โดยหลักการแล้ว ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันที่สงสัย และผู้ป่วยที่ยืนยันว่าเป็น COVID-19 ควรแยกให้อยู่ในห้องเดี่ยว แต่ในกรณีที่ไม่สามารถทำได้ (เช่น จำนวนห้องเดี่ยวมีจำกัด) การจัดกลุ่มผู้ป่วยให้อยู่ร่วมกันถือเป็นทางเลือกที่ยอมรับได้ ผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อ COVID-19 บางรายอาจมีอาการผิดปกติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ จึงจำเป็นต้องแยกจากผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อ COVID-19 โดยต้องจัดให้เตียงผู้ป่วยห่างกันไม่ต่ำกว่า 1 เมตรเสมอ

 

มีข้อแนะนำอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการใช้คลอรีนสำหรับการทำความสะอาดมือเพื่อให้ปราศจากเชื้อและการปนเปื้อน COVID-19

เมื่อไม่สามารถหาเจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือสบู่ได้ ขอแนะนำให้ใช้สารละลายคลอรีนเจือจางที่มีความเข้มข้น 0.05% ในการฆ่าเชื้อที่มือได้ แต่ไม่แนะนำให้ใช้สารละลายคลอรีนเจือจาง ในกรณีที่มีเจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือน้ำและสบู่อยู่แล้ว เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระคายเคืองต่อมือ และการเตรียมสารละลายคลอรีนนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ นอกจากนี้ สารละลายคลอรีนจะต้องผลิตแบบวันต่อวัน เก็บในที่เย็นและแห้ง มีฝาปิด พ้นจากแสงแดด ไม่เช่นนั้น คลอรีนจะเสียประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคไป การใช้คลอรีนในการกำจัดสิ่งปนเปื้อน (ที่ 0.5%) สำหรับการทำความสะอาดสภาพแวดล้อม จะมีประสิทธิผลเมื่อใช้หลังจากทำความสะอาดด้วยสบู่และน้ำก่อน

 

มีขั้นตอนพิเศษในการจัดการศพผู้เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อ COVID-19 หรือไม่

ไม่มีขั้นตอนพิเศษสำหรับการจัดการศพที่เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อ COVID-19 เจ้าหน้าที่และสถานพยาบาลควรดำเนินการตามนโยบายและกฎระเบียบที่มีอยู่ ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดการศพที่เสียชีวิตจากโรคติดเชื้อ

 

มีขั้นตอนพิเศษสำหรับการจัดการของเสียจากผู้ป่วยที่สงสัย หรือยืนยันติดเชื้อ COVID-19 หรือไม่

ไม่มี ของเสียที่เกิดขึ้นจากการดูแลผู้ป่วยสงสัยหรือยืนยันติดเชื้อ COVID-19 แนะนำให้กำจัดแบบขยะติดเชื้อ

ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับการกำจัดขยะติดเชื้อ:

 

ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนารูปแบบสำหรับการจัดตั้งหน่วยแยกโรค (Isolation Ward) หากท่านต้องการทราบข้อมูลจำเพาะของอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) สำหรับบุคลากรสาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วย COVID-19  สามารถเข้าไปดูได้ที่: https://www.who.int/publications-detail/disease-commodity-package---novel-coronavirus-(ncov)

 

การทำความสะอาดสภาพแวดล้อมบริเวณสถานพยาบาลหรือเคหะสถานที่มีผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อ COVID-19 ควรใช้ยาฆ่าเชื้อที่สามารถทำลายไวรัสชนิดที่มีเปลือกหุ้ม (Enveloped Virus) เช่น COVID-19 และโคโรนาไวรัส (coronaviruses) สายพันธุ์อื่นๆ  ในขณะนี้ มีน้ำยาฆ่าเชื้อหลายชนิด รวมถึงน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไปในโรงพยาบาล ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม ในปัจจุบัน คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ได้แก่การใช้ เอทิลแอลกอฮอล์ ความเข้มข้น 70% ฆ่าเชื้อกับอุปกรณ์เฉพาะวัตถุประสงค์ที่มีการใช้ซ้ำ (เช่น ปรอดวัดไข้) ระหว่างการใช้งานแต่ละครั้ง โซเดียมไฮโปคลอไรท์ ความเข้มข้น 0.5% (เทียบเท่ากับ 5000 ppm) ใช้สำหรับการสำหรับฆ่าเชื้อบนพื้นผิวที่สัมผัสบ่อยๆ ทั้งในเคหะสถานและสถานพยาบาล

Guidance for healthcare facilities during the 2019-nCoV outbreak

More information about environmental cleaning

 

ไม่จำเป็น ถึงแม้ว่าชิ้นส่วนของกรดไรโบนิวคลีอิก (RNA) ของเชื้อ SARS-CoV-2 นั้นจะถูกตรวจพบในเลือดของผู้ป่วยที่มีอาการของโรค COVID-19 แต่ก็มิได้หมายความว่าเชื้อไวรัสนี้มีอยู่นี้จะมีชีวิตหรือทำให้ติดเชื้อได้ โดยทั่วไปเป็นที่ทราบกันว่าเชื้อไวรัสที่ก่อโรคในระบบทางเดินหายใจไม่แพร่กระจายจากการเปลี่ยนถ่ายโลหิต ศูนย์บริการโลหิตต่างๆ ควรจะกำหนดมาตรการในการตรวจคัดกรองผู้บริจาคโลหิตเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ หรือมีไข้ได้บริจาคโลหิต เพื่อเป็นการวางมาตรการป้องกัน ศูนย์บริการโลหิตจะต้องขอให้ผู้ที่มีประวัติการเดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดชองโรค COVID-19 ในช่วง 14 วันที่ผ่านมา หรือผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรค COVID-19 หรือผู้ที่มีการคลุกคลีกับผู้ที่ป่วยด้วยโรค COVID-19 งดเว้นการบริจาคโลหิตไปก่อน

ไม่ได้ หน้ากากอนามัยทางการแพทย์เป็นหน้ากากชนิดที่ผลิตมาให้ใช้ได้ครั้งเดียวเท่านั้น หลังการใช้งานต้องมีการกำจัดด้วยวิธีที่เหมาะสม (เช่น ไม่สัมผัสผิวด้านหน้าของหน้ากากอนามัย ถอดหน้ากากโดยการดึงสายรัดจากทางด้านหลัง) และทิ้งทันทีในถังขยะติดเชื้อที่มีฝาปิด จากนั้นล้างมือให้สะอาดเพื่อรักษาสุขอนามัยที่ดี ข้อมูลเพิ่มเติมในการใช้หน้ากากอนามัยในช่วงการระบาดของเชื้อ COVID-19

 

ไม่จำเป็น สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย เช่น มีไข้ต่ำ ไอ ครั่นเนื้อครั่นตัว น้ำมูกไหล เจ็บคอ โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ เช่น หายใจลำบากหรือหอบ หายใจแรง มีเสมหะและไอเป็นเลือด มีอาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และ/หรือท้องเสีย โดยไม่มีอาการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ อาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เว้นแต่จะมีความกังวลว่าสภาวะทางคลินิกจะแย่ลงอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยทุกรายที่สามารถกลับบ้านได้แล้ว ควรได้รับคำแนะนำให้กลับมาที่โรงพยาบาลอีกครั้งถ้าอาการเจ็บป่วยแย่ลง สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ :

เกณฑ์การรับผู้ป่วยเข้ารับการรักษา

ให้การดูแลผู้ป่วยที่บ้านสำหรับผู้ป่วย COVID-19 ที่มีอาการเพียงเล็กน้อย

 

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ที่ไม่ป่วยสวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำเพื่อป้องกันการติดเชื้อในระหว่างการระบาดของ COVID-19 หรือไม่ 

ไม่แนะนำ องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ผู้ที่ไม่มีอาการ (อาการของโรคระบบทางเดินหายใจ) ที่อยู่ในชุมชนทั่วไปสวมหน้ากากอนามัย เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าการใช้หน้ากากอนามัยเป็นประจำในผู้ที่มีสุขภาพดี สามารถป้องกันการแพร่เชื้อ COVID-19 ได้ ดังนั้นองค์การอนามัยโลกจึงได้แนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยสำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเมื่ออยู่ในชุมชน การใช้หน้ากากอนามัยที่ผิดวัตถุประสงค์และมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องสวมใส่จริง